CE TRAVEL

Explore the of Europe
Dolomite Alsace
อิตาลี่ ฝรั่งเศส เส้นทางสายธรรมชาติและชนบท
10 วัน




วันที่1
Vipiteno (Sterzing)
เมืองสเตอร์ซิง เมืองที่อยู่เหนือสุดของอิตาลี ตั้งอยู่ทางใต้ของเทือกเขาแอลป์ เมืองสเตอร์ซิงรายล้อมไปด้วยภูเขาสูงตระหง่านท่ามกลางฉากหลังธรรมชาติอันน่าประทับใจ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมในฤดูร้อนและฤดูหนาว เป็นหมูบ้านสไตล์เยอรมันที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี ประตูเมืองเก่า โบสถ์สไตล์โกธิกและปราสาทอันโดดเด่น เช่น ปราสาท Burg Reifenstein ถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงยุครุ่งเรืองของเมืองในยุคกลาง นอกจากนี้ เมืองสเตอร์ซิงยังเคยมีรายได้หลักจากการทำเหมืองในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ เช่น หอคอย Twölferturm ศาลากลางเมือง และบ้านเรือนต่างๆ
เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ (Alps) ที่ทอดยาวพาดผ่านหลายประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือทางตอนเหนือของอิตาลี ครอบคลุมพื้นที่หลายเมืองด้วยกัน เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี ค.ศ. 2009
Cortina d’ Ampezzo (110km 2 hr) เมืองสกีรีสอร์ทที่เป็น Best of The Alps เพียงแห่งเดียวของอิตาลีที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สกีรีสอร์ทที่ดีที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 1,219 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 1956 และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ตอน For Your Eye Only ที่สามารถมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีอีกทั้งยังเป็นสวรรค์ของนักเดินเขา
Boutique Hotel Villa Blu Cortina D’Ampezzo**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 2
Cinque Torri ยอดเขาสวยแห่งโดโลไมท์ที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นแท่งเขารูปร่างแปลกตา จำนวน 5 แท่ง มองเห็นได้แต่ไกล แต่ละยอดเขามีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีชื่อเป็นของตัวเอง ประกอบด้วย Torre Grande ยอดเขาที่สูงที่สุดในกลุ่ม Cinque Torri ความสูง 2,361 ม. จากระดับน้ำทะเล / Torre Second / Terza Torre / Quarta Torre และ Quinta Torre นอกจากนี้บริเวณเชิงเขายังมีลักษณะเป็นเนินเขาโล่งกว้างที่เหมาะสำหรับทริปปีนเขาสบาย ๆ หรือเล่นสกีในช่วงฤดูหนาว
Braies Lake or Praga Wildsee ชมทะเลสาบที่ใหญ่และสวยที่สุดในโดโลไมท์ ทะเลสาบเบรียส มีอีกชื่อว่า Prager Wildsee ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Fanes Sennes Braies ที่โดโลไมท์ มีน้ำทะเลสีเขียวมรกต มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน รายล้อมไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้นานาพันธุ์ ด้วยความสวยงามนี่เองที่เป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมามากมาย สามารถพายเรือเล่น ชมความงดงามโดยรอบได้อย่างใกล้ชิด ทะเลสาบนี้ติดอันดับทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก ถูกขนานนามว่าเป็นไข่มุกแห่งโดโลไมท์
Boutique Hotel Villa Blu Cortina D’Ampezzo**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 3
Ortisei เมืองออร์ติเซนี้ตั้งอยู่ในหุบเขา Val Gardena สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,300 เมตร ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาโดโลไมท์ โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมสวยราวกับบ้านตุ๊กตา สีสันพาสเทล พร้อมศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากออสเตรีย กิจกรรมยอดนิยมเมื่อมาถึงที่นี่คือ การขึ้นกระเช้า Funivie ortisei (29.9.2025-2.11.2025 8.30 am-17.30) เพื่อไปชมวิวสุดอลังการที่ Alpe di Siusi เป็นทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในยุโรป มีหมู่บ้านเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นสกีกันในช่วงหน้าหนาว และจะมาเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงหน้าร้อน นับเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่พลาดไม่ได้ในโดโลไมท์ มีกลุ่มยอดเขา Sussolungo
นั่งกระเช้าขึ้นมาที่ ยอดเขา Seceda จุดชมวิวที่พีคที่สุดของโดโลไมท์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Ortisei เป็นยอดเนินคล้ายเปลวไฟที่แข็งเป็นหิน จนมีคนตั้งสมญานามให้ว่า “Flame frozen in stone”
หมู่บ้านซานตา แมดดาเลนา (Santa Maddalena) (40 km 54 mins) หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ตั้งอยู่บนเนินเขากว้างใหญ่ ในเขต St. Val di Funes โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ของเทือกเขา Odle ที่ตั้งเด่นเป็นฉากหลัง ภายในหมู่บ้านมีบ้านเรือนอยู่ไม่กี่หลัง มีฟาร์มปศุสัตว์ โรงนา และโบสถ์เก่าแก่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ มีโบสถ์เซนต์โยฮัน (Church of St. Johann), โบสถ์ซานตามัดดาเลนา(Santa Magdalena) โบสถ์เก่าแก่ขนาดเล็กกลางทุ่งหญ้าสีเขียว เบื้องหลังภูเขาแหลมตระหง่าน หนาแน่นด้วยต้นสน ดอกไม้บานเต็มเนินเขาในช่วงซัมเมอร์สวยสุดยามมองจากที่ไกล ทัศนียภาพอันงดงามทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สำคัญแห่งหนึ่งในการท่องเที่ยวโดโลไมท์
Hotel Monte Pana*** หรือเทียบเท่า
วันที่ 4
Lago di Carezza (ในภาษาอิตาลี) หรือ Karersee (ภาษาเยอรมัน) (63 km 1.15 hr) คือทะเลสาบอัลไพน์ขนาดเล็กที่มีน้ำสีเขียวมรกตและทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา Latemar เป็นฉากหลัง ตั้งอยู่สูง 1,520 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความกว้างประมาณ 140 เมตร ยาว 300 เมตร น้ำในทะเลสาบมีความลึกตั้งเเต่ 6-22 เมตร ได้รับฉายาจากนักท่องเที่ยวว่า “Rainbow Lake” และ “Fairytale Lake of the Dolomites”
Bolzano เมืองโบลซาโน่ (43 km 1 hr) ล้อมรอบด้วยแม่น้ำนั้นเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคทีโรลใต้ (South Tyrol) เป็นประตูสู่เขต Dolomites หากเดินทางจากทะเลสาบโคโม มีป่าเนินเขา ทุ่งหญ้า ไร่องุ่นและเทือกเขา Dolomitesตะวันออกนั้น ลองเข้าชมวิหาร Duomo โบสถ์ Chiesa dei Domenican และอนุสาวรีย์ที่จัตุรัสกลางเมือง Piazza delle Erbe แถบถนนคนเดิน Piazza Walther
NH Trento**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 5
Trento เมืองเทรนโต (59 km 46 min) ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นปกครองตนเองเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจในอิตาลีตอนเหนือเป็นที่รู้จักในเรื่องสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ รวมถึงปราสาท Buonconsiglio (10.00-6.00 pm closed on Monday) และมหาวิหาร Trento
Verona เวโรนา เมืองเล็กๆ ใน ประเทศอิตาลี ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO มีสมญานามว่า “Little Roman” โดยยังคงสภาพสถาปัตยกรรมจากสมัยโรมันไว้อย่างสมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดผลงานปลายปากกาของวิลเลียม เชกสเปียร์ ตำนานรักอมตะของโรมิโอจูเลียต
Casa di Giulietta หรือ บ้านของจูเลียต จริงๆ แล้วบ้านหลังนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลคาปูเล็ตของจูเลียตในนิยายแม้แต่น้อย แต่วิลเลียม เชกสเปียร์ กวีเอกของโลก ได้หยิบเอามาเป็นฉากในนิยาย ให้เราได้จินตนาการกัน โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่แวะเวียนไปถ่ายรูปที่ระเบียงบ้านหลังนี้ และลูบหน้าอกด้านซ้ายของรูปปั้นจูเลียต แล้วอธิษฐานขอให้รักสมหวังยั่งยืน
Arena di Verona เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ในอดีตอัฒจรรย์นี้เคยถูกใช้เป็นสนามแข่งขันรถม้าและเวทีต่อสู้ของนักรบกลาดิเอเตอร์ (Gladiators) ทว่าตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (Renaissance) ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อัฒจรรย์โบราณก็ถูกปรับปรุงให้เป็นสถานที่สำหรับชมการแสดงโอเปรา และตั้งแต่ค.ศ. 1913 เป็นต้นมา เวโรนา อารีนาก็ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ จนกลายเป็นโรงละครโอเปราที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 3 หมื่นคน ทุกๆ ปี โรงละครแห่งนี้จะจัดงานเทศกาลที่เรียกว่า “อารีนา ดิ เวโรนา (Arena di Verona Festival)
”Ponte Pietra “สะพานหิน” ปอนเต ปิเอตราเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอะดิเจที่เก่าแก่ที่สุดในเวโรนา สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปีที่ 100 ก่อนคริสตกาลเมื่อครั้งที่เวโรนายังเป็นจังหวัดหนึ่งของโรม
จัตุรัส Piazza delle Erbe อีกหนึ่งจัตุรัสในเมืองเวโรนา ที่มีลานตลาดนัดเล็กๆ ขายของฝาก มีทั้งหน้ากากหลากหลายแบบ เส้นพาสต้า และของที่ระลึกต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังประวัติศาสตร์แห่งเวโรนา หรือ Palazzo Maffei และมีหอคอยให้ขึ้นไปชมวิวได้ด้วยเรียกว่า Torre dei Lamberti หรือ Lamberti Tower
Torre dei Lamberti หรือ หอคอยแลมเบอร์ติ เป็นจุดชมวิวมุมสูงที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณจัตุรัส Piazza delle Erbe โดยเราสามารถมองเห็นวิวของเมืองเวโรนาทั้งเมือง ในอดีตหอคอยแห่งนี้ใช้สำหรับสังเกตการณ์และเตือนภัยในยุคที่มีสงคราม
Crowne Plaza Verona Fiera**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 6
Eguishiem อ็องกีเชม (40 km 45 mins) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตไวน์และเป็นหนึ่งในเมืองสมัยยุคกลางที่สวยที่สุดในแคว้นอาลซัส (Les Plus Beaux Villages de France)
Colmar กอลมาร์ (7 km 15 mins) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดโอ-แร็งในแคว้นอาลซัสในประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส“เส้นทางไวน์ของอาลซัส” และได้ชื่อว่าเป็น “capitale des vins d'Alsace” (เมืองหลวงแห่งไวน์แห่งอาลซัส) กอลมาร์เป็นบ้านเกิดของจิตรกรและช่างแกะพิมพ์มาร์ติน โชนเกาเออร์ และประติมากรเฟรเดริก โอกุสต์ บาร์ตอลดีผู้ออกแบบอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ กอลมาร์มีชื่อเสียงในการอนุรักษ์เมืองให้ยังคงเป็นเมืองที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมและบรรยกาศของเมืองโบราณและมีพิพิธภัณฑ์ คริสต์ศาสนสถาน และร้านค้าและที่อยู่อาศัยที่คงสภาพเหมือนเมืองในยุคกลาง
Hotel Du Parc Mulhouse Center**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 7
Ribeauville ริโบวิวล์ (60 km, 50 mins) เป็นเมืองยุคกลางในแคว้นอาลซัส ประวัติเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ชื่อ Rathaldovilare ระหว่างนั้นเป็นเมืองของบิชอปแห่งบาเซิล ลอร์ดแห่ง Rappoltstein ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มขุนนางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอาลซัส ตัวเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงโบราณและมีสถาปัตยกรรมที่งดงามจากในยุคกลางได้แก่สองโบสถ์เก่าเซนต์เกรกอรี่และเซนต์ออกัสติน
Riquewihr ริเควีย (5 km 10 mins) และ Kaiserberg ไคเซอเบริร์ก (11 km 20 mins) เมืองเล็กๆน่ารักที่อยู่ในหุบเขาถูกโอบล้อมไปด้วยไร่องุ่นมีชื่อเสียงด้านเป็นแหล่งผลิตไวน์อีกด้วย เนื่องจากภูมิอากาศที่เหมาะสมและภูมิประเทศของเมืองที่อยู่ในหุบเขา ทำให้องุ่นมีรสชาติดี ไวน์ของ Riquewihr จึงมีชื่อเสียงอันดับต้นๆของประเทศ มีบ้านเรือนทรงอนุรักษ์ภายในหมู่บ้านแบบ Timber Frame และได้รับการยกย่องจาก Les Plus Beaux Villages de France “องค์กรหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส”
Hotel Du Parc Mulhouse Center**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 8
Freiburg im Breisgau เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในเขตป่าดำ (Sudschwarzwald) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นบาเดน-เวอร์ท เทมแบร์กใกล้ชายแดนฝรั่งเศสและสวิส นอกจากขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์แบบป่าดำที่สวยงามแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีอากาศดีมีแดด และอบอุ่นที่สุดในเยอรมนีอีกด้วย เป็นเมืองเก่าที่ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1120 และเป็นหนึ่งในเมืองแห่งตลาดเสรีที่มีชื่อเสียง และมีความเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของประเทศ
Mulhouse นับเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในฐานะของอดีตเมืองอุตสาหกรรมและความทันสมัยของเมืองที่ปรับเข้ากับความโมเดิร์นของยุคปัจจุบัน Mulhouse รู้จักกันอีกในชื่อหนึ่งว่า "Manchester of France" มูว์ลูซเป็นที่ตั้งของ Cité de l’Automobil ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ยานยนต์แห่งชาติของฝรั่งเศส และยังเป็นที่ตั้งของ Cité du train พิพิธภัณฑ์รถยนต์และรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hotel Du Parc Mulhouse Center**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 9
Strasbourg สตราสบูร์ก เมืองแห่งความโรแมนติกตั้งอยู่ในแคว้นอัลซาส (Alsace) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส มีชายแดนติดกับประเทศเยอรมนีและเป็นทั้งพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตไวน์และจุดท่องเที่ยวยอดนิยม ตั้งอยู่เหนือหุบเขาลุ่มแม่น้ำไรน์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของปารีสประมาณ 300 กม. เป็นเมืองหลวงของแคว้นอัลซาสและมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานของฝรั่งเศส-เยอรมัน เมืองขนาดกลางแห่งนี้มีย่านเมืองเก่าทางประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในนาม la Petite France (ปารีสน้อย) ภูมิทัศน์สวยงามด้วยบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งสองแม่น้ำ สะดุดตาด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นของมหาวิหาร Cathedrale de Notre-Dame ที่ก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพูทั้งหลังในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่ยิ่งใหญ่ตระการตา บริเวณนี้ยังมีตลาดนัดและจัดแสดงคอนเสิร์ตตามฤดูกาลอีกด้วย
Reutlingen ตั้งอยู่ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก เมืองนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งยังคงเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รอยท์ลิงเงนเป็นที่รู้จักในฐานะบ้านของถนนที่แคบที่สุดในโลก Spreuerhofstraße โดยมีความกว้างเพียง 31 ซม. ภูเขา Swabian Jura ที่อยู่ใกล้เคียงเป็นสถานที่หลีกหนีจากชีวิตในเมืองอันเงียบสงบ
Dormer Hotel Reutlingen**** หรือเทียบเท่า
วันที่ 10
Munich มิวนิค เป็นเมืองเมืองหลวงของเเคว้นบาวาเรียประเทศเยอรมัน และเป็นเมืองใหญ่ เป็นอันดับสามของประเทศ (รองจากเบอร์ลินและฮัมบูกร์)
- จตุรัสสมาเรียน (Marien Platz) เป็นย่านเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิค
– เสาพระเเม่มารี(Mary's Column) ตั้งขึ้นเมื่อปี 1638 เพื่อเฉลิมฉลองการยติการรุกรานของสวีเดนในช่วงสงครามสามสิบปี
- ศาลาว่าการเมืองหลังใหม่(Neue Rathaus) สร้างในสไตล์โกธิก มีหอคอยสงูกว่า 80เมตร มีหอนาฬิกา( Glockenspiel) ประกอบด้วยระฆัง43 ลูกตุ๊กตากลไก 32 ตัวขนาดเท่าคนจริง ออกมาเต้นระบำ
- โบสถ์พระเเม่(Frauenkirche/ Cathedralof Our Dear Lady) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของมิวนิค เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในมิวนิค
- ตลาดวิกทัวเลียน(Victualian Markt) เป็นตลาดนัดกลางแจ้ง มีของที่ระลึก อาหาร มีทั้ง ผัก ผลไม้ ชีส ฮอตด็อกไส้กรอก ขายอย่างดาษดื่น